ธรรมชาติพิกล-คนวิปริต แค่ต้นปี'หนูไฟ'


สัปดาห์นี้กับสารพัดเรื่องวุ่นๆ แถมน่ากลัว รับปี “หนูไฟ” ไม่ว่าจะเป็น “ไข้อู่ฮั่น-ภัยธรรมชาติ-การเมือง-ปัญหาฝุ่นพิษ”พฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น.

ธรรมชาติพิกล-คนวิปริต แค่ต้นปี\'หนูไฟ\'

พอจะเข้าปีใหม่แต่ละปี ก็มีแต่คนมีความหวัง อธิษฐานกันว่า “ปีหน้าอะไรๆ มันต้องดีขึ้น” แต่ปีนี้ดูมันวิบัติชอบกลอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะเปิดต้นปีมาก็มี “หายนะ” โผล่มาให้เห็นได้ไม่หยุดไม่หย่อน ซึ่งว่ากันว่า สิ่งที่เป็นหายนะที่สุดของมนุษยชาติ คือ ความอดอยาก ภัยธรรมชาติ โรคระบาด สงคราม จะมาล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ปรากฏว่า แค่เดือน ม.ค.นี้ โลกเราก็เจอไปเรียกว่า “ครบ” เล่นเอาหลายๆ คนใจหายใจคว่ำอยู่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับโลก”

ว่ากันด้วยเรื่องความอดอยากก่อน ข่าวที่ออกมาคือในทวีปแอฟริกา เกิดการแพร่กระจายของฝูงตั๊กแตนจำนวนมากที่เป็นศัตรูพืช กัดกินพืชผลที่คนที่นั่นปลูกไว้จนแทบควบคุมไม่ได้ พอมาบ้านเราไม่ใช่จะไม่มีเรื่องความอดอยาก มันเริ่มมาจากภัยแล้ง ที่ข่าวว่าปีนี้จะรุนแรงกว่าหลายปี มีการเผยแพร่ภาพแม่น้ำสายสำคัญๆ แห้ง ซึ่งเมื่อไม่มีน้ำทำการเกษตรพอ ผลผลิตที่เป็นอาหารก็ไม่ออกมา เผลอๆ จะเกิด “ศึกชิงน้ำ” ขึ้นมาอีก

พอมาเรื่องภัยธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ในประเทศเรา แต่เป็นออสเตรเลีย ที่เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ชนิดดับไม่ได้ในเดือนเดียว ซึ่งออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก เมื่อเกิดไฟป่ายาวนานขนาดนั้นถึงกับมีการคาดการณ์กันว่า จะเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 5 ที่เกิดขึ้นในโลกทีเดียว แล้วไฟป่านี่ก็มีโอกาสเกิดได้อีกเรื่อยๆ ในหน้าแล้ง ที่เกิดบ่อยๆ ใกล้ๆ เมืองไทยก็เกาะบอร์เนียว ที่เกิดไฟป่าทีไฟมาถึงภาคใต้

ภัยที่ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าภัยธรรมชาติดีหรือไม่ ที่คนไทยต้องเผชิญอยู่ตอนนี้คือฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่ตื่นเช้ามาบางวันราวกับอยู่ในเมืองหมอก ฟ้าหลัวเพราะฝุ่นเยอะ ลมนิ่งไม่พัดฝุ่นออก หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายค้านก็จี้ยิกๆ ให้รัฐบาลหามาตรการมาควบคุมให้ได้ ซึ่งเขาก็ดูมีความพยายามจะลดปัญหาอยู่ อย่างการปิดโรงเรียนก็เพื่อลดการจราจร เพราะฝุ่นในเมืองส่วนมากเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงจากการจราจร

แต่เรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษนี่คนไทยเองก็ต้องให้ความร่วมมือด้วย ไม่ใช่เขาออกนโยบายมาบังคับขับไสอะไรเพื่อส่วนร่วมก็โวยวายว่ารังแกคนจนคนทำมาหากิน รถเก่าที่ไม่ผ่านการตรวจสภาพก็ไม่ควรเอามาใช้ เลือกใช้รถโดยสารสาธารณะแทน หรือในพื้นที่ทำการเกษตรก็ไม่ควรไปเผาพวกเศษวัสดุอะไรอย่างต้นข้าวโพด ซากอ้อย คือถ้าเรามีจิตสำนึกให้ความร่วมมือกับนโยบายรัฐบาลในหลายๆ เรื่องปัญหามันก็แก้ได้

ต่อมาเรื่องโรคระบาด คือมันน่ากลัวตรงที่มีโรคระบาดที่ติดต่อได้ง่ายแบบไข้หวัดเกิดขึ้นเป็นระยะ ตั้งแต่ไข้หวัดนก ไข้ซารส์ ตอนนี้สังคมกำลังตื่นกลัวอยู่กับไข้โคโรนา ซึ่งว่ากันว่า เริ่มพบเชื้อที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน และระบาดลามรวดเร็วมาก จนเป็นที่น่าตกใจที่ขนาดประธานาธิบดีจีนต้องออกคำสั่งใหญ่ระดับปิดเมือง และในหลายประเทศเฝ้าระวังคนจีนเดินทางเข้าประเทศ กลัวเป็นพาหะนำโรคเข้ามา

ถามว่ากรณีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร มันมีความเชื่ออยู่ว่า “เพราะธรรมชาติเอาคืน” มีชุดความเชื่อหนึ่งเชื่อว่า เชื้อโรคบางประเภทถูกแช่แข็งไว้ในน้ำแข็งขั้วโลกอยู่นานแล้ว พอเกิดภาวะโลกร้อนขึ้นมาทำให้น้ำแข็งโบราณเหล่านี้ละลาย ปลุกชีพเชื้อเหล่านี้กลับขึ้นมาอีกครั้ง ..หรืออีกชุดความเชื่อหนึ่ง คือ คนเราไปกินอะไรที่มันไม่ควรกินเข้า เช่นสัตว์ป่าแปลกๆ ก็เลยได้รับการถ่ายทอดเชื้อมา แล้วมันมากลายพันธุ์ในตัวคนเรานี่แหละก่อนระบาด

เรื่องไข้โคโรนานี่เป็นอะไรที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่ง ตรงที่มาเกิดในช่วงอินเทอร์เนตเฟื่องๆ กลายเป็นมีพวกอยากสร้างความวิตกกังวลปล่อยข่าวลือ ข่าวลวงว่าสถานการณ์เลวร้ายอย่างโน้นอย่างนี้มาให้สังคมวิตกกังวลหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างเหตุผลว่า “รัฐปกปิดความจริงเพราะกลัวเสียผลประโยชน์ หรือกลัวถูกครหาว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้” แล้วปัญหาก็คือดันมีคนที่ชอบเชื่ออะไรร้ายๆ มากกว่าแถลงการณ์รัฐ เพราะไม่ไว้ใจรัฐ

แล้วก็ถูกเอามาใช้ประโยชน์ทางการเมือง พรรคฝ่ายค้านก็โหนเอาเรื่องนี้มาด่ารัฐบาลว่า ไม่ด่วนให้ความช่วยเหลือคนไทยในประเทศจีน โดยเฉพาะที่อยู่ในเมืองที่มีการแพร่ระบาด ซึ่งทางทหารอากาศเขาก็เตรียมตัวกันอยู่ รอแค่ทางการจีนอนุมัติให้เข้าไป เพราะจะให้ทุกประเทศกรูกันเข้าไป ระบบการป้องกันทั้งเชื้อทั้งความปลอดภัยของประเทศเขามันก็หละหลวม คือบางทีวิจารณ์เหมือนไม่เคยเป็นรัฐบาล ว่า เรื่องระหว่างประเทศมันมีอะไรอ่อนไหวบ้าง

พูดก็พูดเถอะ มันเหมือนกับเป็นการเอาเรื่องความวิตกกังวลของประชาชนมาฉวยโอกาสเล่นงานรัฐบาล คือมันกลายเป็นการเล่นการเมืองกันเกินไป เหมือนต้องการทำให้ประชาชนตื่นกลัวแล้วยิ่งเกลียดรัฐบาล ทั้งที่ฝ่ายภาครัฐเขาไม่ใช่ไม่ทำงาน ขณะนี้ถ้าให้ดี ไม่ทำอะไรก็อย่าสร้างความตื่นกลัวดีกว่าหรือไม่ ? แม้จะบอกว่าฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่ก็ขอให้เป็นเรื่องที่เพื่อประชาชนไม่ใช่หวังผลการเมืองก็แล้วกัน ยิ่งถล่ม เศรษฐกิจยิ่งตกต่ำ

เราก็ไม่รู้ว่า ต่อไปจะมีโรคอะไรโผล่เข้ามาอีกหรือไม่ แต่โรคทางเดินหายใจเป็นโรคที่ติดง่ายและควรต้องระวังตัวเองไว้ทุกปีได้แล้ว ส่วนเรื่องหายนะอีกอย่างที่ทำให้ตุ้มๆ ต่อมๆ กันคือกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ที่ พล.ต.คาเซ็ม สุเลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ถูกสังหารโดยทางการสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีก็ออกมายืนยันว่าเพื่อยับยั้งการที่อิหร่านจะโจมตีสหรัฐฯ ในอนาคต

แล้วก็มีการปล่อยข่าวอะไรมามากมายว่า สุเลมานีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายต่างๆ ซึ่งนายพลท่านนี้เป็นคนสำคัญของอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความเปราะบางอีกรอบหนึ่ง ขณะนี้ยังนิ่งไปไม่มีอะไร แต่ต่อไปไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนจะทำสงครามตู้มต้ามขึ้นมาอีก และแน่นอนว่า เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คือที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ปัจจัยโลกมันส่งผลต่อเศรษฐกิจมาก บางทีการด่ารัฐบาลฝ่ายเดียวมันก็ไม่แฟร์

ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมชาติ ต้นปีเราก็เจอคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญไปสองคดี เริ่มตั้งแต่คดี “ไอซ์ หีบเหล็ก” หรือนายอภิชัย องค์วิศิษฐ์ อายุ 40 ปี ทายาทเจ้าของตลาดย่านบางแค ที่ตอนนี้ตำรวจกำลังสืบกันอยู่ว่า ได้ก่อคดีหลอกหญิงสาวมาฆ่าแล้วพรางศพไปแล้วกี่คดี ซึ่งพฤติกรรมของคนๆ นี้ ตามทฤษฎีอาชญาวิทยา คือ เคยเห็นหรือเคยถูกใช้ความรุนแรงในวัยเด็กจนกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน ซึ่งเราไม่รู้ว่า ความรุนแรงในครอบครัวจะบ่มเพาะคนแบบนี้ขึ้นมาอีกกี่คน

อีกคดีใหญ่สะเทือนขวัญคือการที่นายประสิทธิชัย เขาแก้ว ซึ่งเป็นครูระดับผู้อำนวยการโรงเรียนเล็กๆ ก่อเหตุสะเทือนขวัญปล้นร้านทองยิงคนตาย 3 ศพ ในวันที่ตำรวจให้แถลงข่าว เขาแถลงด้วยน้ำเสียงที่เรียบเรื่อยจนน่ากลัว และน่าสงสัยว่า มีปัจจัยอะไรสะสมความรุนแรงในใจ นอกจากปัญหาหนี้สิน หรือจะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมที่อยากถูกวิสามัญฯ จะได้เป็นการ “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” ระบบคิดของคนมันยากแท้หยั่งถึง แต่ขออย่าให้สร้างความรุนแรงก็แล้วกัน

แค่ผ่านเดือนมกราคมไป เราเจออะไรหลายเรื่องเหลือเกินที่มันน่ากลัว ไม่อยากให้มีอะไรแรงๆ กว่านี้เลย.
………………………………….