สามี-ภรรยาใจบุญ เปิดบ้านรับเลี้ยงคนชราไร้ญาติ เป็นเวลานานกว่า 10 ปี - SIAMBEST สามี-ภรรยาใจบุญ เปิดบ้านรับเลี้ยงคนชราไร้ญาติ เป็นเวลานานกว่า 10 ปี - SIAMBEST

สามี-ภรรยาใจบุญ เปิดบ้านรับเลี้ยงคนชราไร้ญาติ เป็นเวลานานกว่า 10 ปี


คงจะพอคุ้นหูคุ้นตากันบ้างสำหรับ 2 สามีภรรยา ในภาพนี้ เพราะพวกเขาเคยออกรายการโทรทัศน์ต่างๆ มาบ้างแล้วในนามของ “บ้านศิริวัฒนธรรม” บ้านที่รับอุปการะคนชราในย่านดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของบ้านหลังนี้และประวัติของพวกเขา Thaijobsgovจึงขออาสานำข้อมูลมาบอกบุญอีกครั้ง

สองผัวเมียใจดีเมืองราชบุรีรับอุปการะคนชราไร้ญาติมาดูแล เกือบ 20 ชีวิต ทำมานานถึง 17 ปีแล้ว ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีสองผัวเมียผู้ใจบุญนำคน ป่ ว ย และชราภาพที่ไม่มีญาติมาดูแลตามโรง พ ย า บาลนำมาดูแลเองที่บ้านศิริวัฒนธรรม เลขที่ 66 หมู่ 6 ต.ดอนกรวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เกือบ 20 คน ทำมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ขณะนี้กำลังขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง ในการดูแล และวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือด่วน



ดังนั้นผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปบ้านดังกล่าว พบว่าสภาพบ้านเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง มีเตียงนอนเรียงรายเกือบ 20 เตียง แต่ละเตียงจะมีคนชรานอนอยู่เต็มทุกเตียง นอกจากนี้ยังได้พบกับนางสาวนารี นีสันเทียะ อายุ 38 ปี และนายกล้า ศิริวัฒนธรรม อายุ 30 ปี สองผัวเมียที่เป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว กำลังทำการดูแลและพ ย า บาลคนชราที่นอนอยู่บนเตียงนอน

นายกล้า ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นที่นำคนชราและคน ป่ ว ย มาดูแลว่า ในอดีตนั้น น.ส.นารี ซึ่งเป็นภรรยามีอาชีพรับจ้างดูแลคนป่วยที่โรง พ ย า บาลดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก โดยคิดค่าเฝ้าดูแลวันละ 300 บาท ทำมาเป็นเวลา 4 ปี ส่วนนายกล้าประกอบอาชีพทำไก่สดส่งขายตามตลาด



ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ภรร ย า ไปดูแลแต่ละรายส่วนใหญ่เป็นคนชรา บางคนเป็นแผลเรื้อรัง และเมื่อดูแลไปนานวันญาติผู้ ป่ ว ย ก็หายไปและไม่มาเยี่ยมผู้ ป่ ว ย เลย เมื่อไม่ได้รับค่าจ้างและคนป่วยเองก็ไม่มีใครดูแลด้วยความสงสารจึงได้มาปรึกษาว่าจะนำมาดูแลเองที่บ้าน โดยได้ประสานกับทางโรงพ ย า บาลดำเนินสะดวก เนื่องจากเกรงว่าจะมีญาติมาติดต่อก็จะได้ติดตามไปรับผู้ ป่ ว ย ได้ที่บ้าน

นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระของโรงพ ย า บาลด้วย เริ่มแรกก็ลงทุนซื้อเตียงนอนให้เพียงแค่ไม่กี่คนต่อมามีคนทราบข่าวว่า มีสถานที่รับดูแลผู้ ป่ ว ย ที่เป็นคนชรา จึงมีคนนำมาให้ดูแลเพิ่มอีกบางรายที่นำมาให้ช่วยดูแล เมื่อมีอาการดีขึ้นก็จะมารับกลับไป ซึ่งจะหมุนเวียนมาอย่างนี้ แต่ก็จะมีบางรายที่ในช่วงแรกๆญาติก็จะมาเยี่ยมเยียนและส่งข้าวของและเงินทองให้บ้างต่อมาก็หายเงียบไป

นายกล้า กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตไปบ้างแล้วแต่ก็ไม่มีญาติมาติดต่อ จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ทำหน้าที่ดูแลบุคคลเหล่านี้มา ทำให้ต้องเลิกอาชีพทำไก่สดส่งขายและมาช่วยภรร ย า ดูแลคนชราเหล่านี้ โดยทุกวันนี้มีสมาชิกที่เป็นคนชราเพิ่มเกือบ 20 คนแล้ว แม้ว่าจะมีญาติของบุคคลเหล่านี้ที่คอยส่งเสียให้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ในการทำแผลเนื่องจากหลายคนช่วยเหลือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงทำให้เกิดแผลกดทับ จึงต้องคอยทำความสะอาดแผลให้ตลอดเพื่อไม่ให้ลามไปที่อื่น

“ทุกวันนี้เงินทองที่สะสมเอาไว้ก็หมดลงเพราะต้องใช้จ่ายดูแลคนชราจนหมด จะกลับไปทำอาชีพเดิมก็ไม่ได้ เพราะเราทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องดูแลอย่างไกล้ชิดและสังเกตอาการเกือบทุกชั่วโมง ต้องวัดความดัน ต้องให้อาหาร น้ำดื่ม ดูเลทำความสะอาดเมื่อผู้ป่วยขับถ่าย หรือเมื่อมีอาการผิดปกติต้องเรียกหมอที่อนามัยใกล้บ้านมาดูแล หากบางรายอาการไม่ดีต้องรีบส่งโรง พ ย า บาล” นายกล้ากล่าว

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 444.png
รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ 444.png

อย่างไรก็ตามสิ่งที่นายกล้าและภรรยาทำไปนั้นไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรกับญาติผู้ ป่ ว ย ที่นำมาให้ดูแล แต่เป็นการช่วยเหลือสังคมในการดูแลผู้ ป่ ว ย ด้อยโอกาสและไม่มีญาติดูแลซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนชราที่ลูกหลานไม่สนใจปล่อยทิ้งดดยไม่ได้คำนึงความรู้สึกของคนเหล่านี้ อีกทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยที่เจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตที่มีความทุกข์ทั้งกายและใจ เพื่อให้ผู้ ป่ ว ย ที่ชรามีความรู้สึกมั่นใจ อบอุ่นใจว่าไม่ถูกสังคมไทยทอดทิ้งและอยากเป็นคนต้นแบบ ที่มีแบบอย่างให้สังคมรับทราบและปฏิบัติตาม

โดยเน้นชีวิตที่มีคุณค่า แต่เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นโรง พ ย า บาล หรือ อบต.ได้ติดต่อที่จะนำคนชรามาให้ดูแลมากยิ่งขึ้น ส่วนทุนทรัพย์ที่ได้จากการบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ก็ยังไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการดูแลคนชราที่ ป่ ว ย เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตให้ดีมีคุณภาพ ถึงแม้จะเหนื่อยยากลำบากเพียงใด ตนและครอบครอบครัวขออุทิศตนทำงานนี้เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป