เปิด 30 ภาพมงคล เป็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของในหลวง ร.9 ที่น้อยคนจะเคยเห็น


พ่อหลวงของแผ่นดินผู้ที่มีพระปรีชาสามารถมากมายและเป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ ตั้งแต่สมัยครั้งยังทรงพระเยาว์ ทรงเริ่มถ่ายภาพเมื่อมีพระชนมายุเพียง 8 พรรษา โดยสมเด็จพระราชชนนี ทรงได้ซื้อกล้องถ่ายรูป Coronet Midget พระราชทานให้พระองค์ และทรงศึกษาวิธีการถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง และถามจากผู้รู้ ผู้ชำนาญ และเวลาที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ จะทรงถ่ายภาพด้วยพระองค์เองตามพระราชประสงค์ที่จะทรงใช้โดยเฉพาะในการพัฒนาประเทศเสมอ

ทั้งนี้ทั้งนั้นขอนำเสนอภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่เชื่อกันว่าใครหลายๆคนอาจจะยังไม่เคยเห็นมาก่อนแน่นอน มีดังนี้
ภาพที่1. เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2505 ณ สถานทูตไทย ประเทศออสเตรเลีย มีพสกนิกรชาวไทยต่างไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นจำนวนมาก ในขณะที่มีพระราชปฏิสันถารกับบรรดาผู้ที่เฝ้าอยู่ใกล้เบื้องพระยุคลบาท ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยืนรอบข้างพระองค์ แล้วจึงทรงใช้กล้องถ่ายภาพมุมกว้างแบบหนึ่งที่ใหม่และล้ำสมัยมาก ทดลองถ่ายภาพมุมแปลกๆไว้

วิธีที่พระองค์ทรงถ่ายภาพ ได้ทรงนำกล้องมาวางหงายบนโต๊ะแล้วจึงทรงถ่ายภาพ เพราะกล้องอยู่ใกล้พระองค์ และเลนส์ที่ทรงใช้เป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษที่เรียกว่า เลนส์ตาปลา (fish-eye) จึงเห็นมุมกว้างแม้กระทั่งพระหัตถ์ทั้งสอง ภาพนี้นอกจากจะเป็นมุมศิลปะนำสมัยแล้ว ยังมีความสอดคล้องต้องกับพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ ที่ทรงโอบอุ้มพสกนิกรทั้งหลายไว้ในอ้อมพระกร

ภาพที่2. ทรงใช้วิธีถ่ายภาพด้วยพระองค์เอง โดยทรงตั้งกล้องคู่พระหัตถ์บนสามขา แล้วทรงใช้ปุ่มลั่นชัตเตอร์ที่ Self-timer ทรงกะเวลาให้กล้องลั่นชัตเตอร์ถ่ายภาพพระองค์เองได้อย่างพอเหมาะพอดีกับขณะที่พระองค์ทรงเป่าแตรอย่างดัง และดูเป็นศิลปะมากก็ตรงที่ทรงใช้เลนส์มุมกว้างพิเศษชนิดเลนส์ตาปลา (Fisheye lens) จึงทำให้เห็นปากแตรกว้างใหญ่ มองดูทีไรเป็นต้องรับสายตาอยู่ก่อนสิ่งอื่น ตรงปากแตรนี้แหละที่นำสายตาไปหาจุดเด่นของภาพ คือ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังทรงเป่าแตร
และยังคงมีเส้นศิลปะอีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ เส้นโค้งรายรอบคล้ายกรอบของภาพคือ เส้นขอบซ้ายขวา ช่วยเน้นให้ภาพโดดเด่นมากขึ้น เครื่องอุปกรณ์ที่วางทับโน้ตเพลงก็เช่นกัน ทุกอันต่างชี้ไปหาจุดกลาง เส้นเหล่านี้จึงเป็นเส้นเสริมให้ภาพเกิดมีพลังมากยิ่งขึ้น ภาพนี้จึงเล่าเรื่องได้อย่างแจ่มแจ้ง มีแสงสดใสในตัว ทั้งมีเสียงแตรในความนึกคิดของผู้ชมภาพ จึงเป็นภาพที่มีชีวิตน่าชื่นชมอย่างยิ่ง

ภาพที่3. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งยังเป็น ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จฯทรงเยี่ยมที่สถานทูต และได้ทรงถ่ายภาพ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กำลังยิ้มแย้มสดใสในรถพระที่นั่ง

ภาพที่4. หลังจากงานวันพิธีหมั้น วันหนึ่งพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังทุ่งกว้างชานเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในบริเวณนั้นเป็นถิ่นที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยที่พระองค์เคยทรงสำเร็จการศึกษา

ภาพที่5. ขณะที่ยังทรงประทับ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คราวหนึ่งได้ออกเสด็จฯ ไปยังทุ่งกว้างบนเนินเขาแห่งหนึ่ง มีบริเวณเป็นทุ่งโล่งโปร่งกว้างไกล อากาศสดชื่นแจ่มใสยิ่งนัก

ภาพที่6. ครั้งเมื่อคราวเสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ วันหนึ่งขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ในบริเวณสวนดอกไม้ข้างพระตำหนักเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังทอแสงเรืองรองอยู่ในระดับดอกไม้ เป็นประกายระยิบวูบวาวราวกับแสงดาวดวงโตๆ พอดีกับที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงประดับกุณฑลรูปดอกไม้ที่มีกลีบนาบเป็นแฉกคล้ายประกายดาว ทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นพระกุณฑลกับแสงอาทิตย์ได้ คู่สอดคล้องต้องกัน ก็ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ไว้

ภาพทึ่7. มีอยู่คราวหนึ่งที่ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงพักผ่อนพระราชอิริยาบถที่ดอยปุย ขณะนั้นเป็นเวลาเย็นใกล้ค่ำ ดวงอาทิตย์ทอแสงสีเหลืองแดงได้บรรยากาศเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยยิ่งนัก จึงโปรดให้สมเด็จ พระบรมราชินีนาถประทับนั่งบังแสงอาทิตย์ไว้ให้เห็นแต่ท้องฟ้าตอนใกล้คาเป็นฉากหลัง เพราะท้องฟ้าเวลานั้นมีแสงสีเร้าใจให้อารมณ์ดียิ่ง

ภาพที่8. ทูลกระหม่อมทั้งสี่พระองค์ทรงวางพระหัตถ์ขวาเรียงเทียบขนาดกันไว้ ทรงฉายพระหัตถ์ใหญ่พระหัตถ์เล็ก ที่ทรงวางเรียงลำดับกันไว้ เสมือนเป็นการทรงสมานสามัคคีกันระหว่าง พี่น้อง

ภาพที่9. แน่นอนว่าภาพฝีพระหัตถ์ชุดนี้ยังไม่มีใครได้เห็นได้ชื่นชมกันมากนัก โอกาสนี้จึงถือได้ว่าเป็นสิริมงคลที่ได้มีพระฉายาลักษณ์อันทรงคุณค่าและหาชมได้ยากยิ่ง เป็นบุญตาของผู้ที่ได้ชื่นชม

ภาพที่10. ทรงชุดสีแสดทั้งฉลองพระองค์และพระมาลา ฉากด้านหน้าจะเห็นดอกไม้สีเหลืองคล้ายฝีแปรงระบายสีของจิตรกร ที่เห็นดอกไม้มัวพร่าแบบนี้เป็นวิธีพิเศษเอามากๆที่ทรงใช้ดอกไม้อยู่ใกล้กล้องทั้งทางขวาและซ้าย ที่ฉากหลังไกลๆ ก็วูบวาบรับฉากหน้า

ภาพที่11 ฉากหลังเป็นกำแพงสีเทา ตรงนั้นมีสีอ่อนสีขาวระหว่างพระพาหาซ้ายขวา แสงนี้เรียกกันว่าเป็นแสงส่องฉากหลัง (back ground light) ช่วยเน้นให้พระวรกายโดดเด่นยิ่งนักและบรรยากาศเกิดมิติใกล้ไกลซึ่งเป็นการสร้างศิลปะภาพถ่ายได้คล้ายกับจัดแสงในสตูดิโอ

ภาพที่12. ขณะที่ทรงประทับสำราญพระราชหฤทัยอยู่ท่ามกลางแมกไม้นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอยู่ท่ามกลางแมกไม้นั้น และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงอยู่ในพระราชอิริยาบถอันสดชื่นแจ่มใสเบิกบานพระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงบันทึกพระฉายาลักษณ์นี้ไว้ด้วยมุมภาพอันสวยสดงดงาม

ภาพที่13. ทรงประดิษฐ์แว่นกรองแสงสำหรับถ่ายภาพขึ้นแบบหนึ่ง โดยมุมด้านบนของแว่นเป็นสีน้ำเงินฟ้า มุมด้านล่างเป็นสีชมพูแดงและพระองค์ได้ทรงทดลองฉายพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ภาพที่14. ณ สวนดอกไม้หน้าพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงประทับอยู่ท่ามกลางดอกไม้

ภาพที่15. สีพระพักตร์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี กำลังสดชื่นแจ่มใสอยู่ท่ามกลางมวลดอกไม้และดอกขมิ้น “เทพธิดาขมิ้นป่า” จึงเป็นภาพที่เล่าเรื่องและแสดงอารมณ์ของภาพได้อย่างดีเยี่ยมซึ่งได้แสงชัดแจ้งดีมากดูภาพนี้เมื่อใด เมื่อนั้นจะทำให้เกิดความรู้สึกเสมือนว่ากำลังเข้าเฝ้าอยู่แทบเบื้องพระยุคลบาทอย่างชื่นชมและสำนึกในพระเมตตาเป็นที่ยิ่ง

ภาพที่16. ศิลปะของภาพถ่ายยอดดอยหัวโล้นเป็นจุดเด่นของภาพ ต้นไม้กิ่งไม้ที่ฉากหน้าทำหน้าที่นำสายตาของผู้ดูไปหาพื้นที่ส่วนกลาง บริเวณนั้นมีทางเดิน มีคนเดิน เดินเข้าไปในหมู่บ้านในทิวไม้และเทือกดอย ดอยหัวโล้นคือส่วนสำคัญที่กำลังเล่าเรื่องแสดงความเป็นมาของดอยอย่างน่าเห็นใจ บัดนี้ดอยแห่งนี้เริ่มมีอนาคตอันสดใสแล้ว เพราะพระเมตตาบารมีแห่งเจ้าพ่อหลวงได้แผ่มาถึง ณ ที่แห่งนี้แล้ว

ภาพที่17. ทรงพระราชอุตสาหะวิริยะเป็นล้นพ้นที่จะทรงบันทึกภาพพื้นที่น้ำท่วม เพื่อทรงใช้เป็นหลักฐานในการแก้ไขสถานการณ์ให้น้ำลดลงได้อย่างทันท่วงที

ภาพที่18. ในขณะที่สมเด็จพระราชชนนีประทับอยู่ใกล้กับผนังสีเทาอ่อนพอดีกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทอดพระเนตรเห็นว่า ผนังสีนี้ช่างเป็นสีที่พอเหมาะพอดีกับสีฉลองพระองค์ของสมเด็จฯ จึงทรงฉายพระฉายาลักษณ์ไว้

ภาพที่19. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 มีพระราชดำรัสแก่พสกนิกรด้วยเครื่องขยายเสียงชนิดใช้ถ่านคาร์บอน (Carbon Microphone) ซึ่งเป็นเครื่องขยายเสียงที่มีใช้อย่างทันสมัยในครั้งนั้น จึงทรงฉายพระฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและไมโครโฟนคาร์บอนไว้เห็นชัดเจน นี่จึงเป็นภาพบันทึกทางประวัติศาสตร์อันมีคุณค่ามากหลายอีกภาพหนึ่ง

ภาพที่20. พระเจ้าหลานเธอกำลังซุกพระองค์อยู่ในพระอุระของพระมารดาเสมือนที่เรียกกันว่า “ในอ้อมอกแม่” ภาพนี้ใครได้เห็นเป็นต้องรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู อบอุ่นเป็นสุขใจ

ภาพที่21. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ทรงมีพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ตั้งแต่นั้นมา สมเด็จพระอัยกาธิราชจะทรงถ่ายภาพไว้อย่างสม่ำเสมอและภาพส่วนใหญ่จะทรงใช้ฟิล์มไวแสงมากๆ เพื่อทรงให้พอเหมาะกับสภาพของแสงส่วนรวมที่ใช้อยู่ในพระตำหนักตามปกติ แสงในภาพจึงดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติยิ่งนัก

ภาพที่22. ตามปกติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอัยกาธิราชจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเยี่ยมพระเจ้าหลานเธออยู่มิได้ขาด คราวใดที่เสด็จฯ มาเห็น “หลานตา” กำลังน่ารัก ก็จะทรงบันทึกภาพพระอิริยาบถที่น่าเอ็นดูไว้เสมอ

ภาพที่23. คีโต้ แมวที่พระองค์ทรงเลี้ยงไว้เมื่อประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อยู่ในตึกก็เป็นสุข แถมใส่แว่นตาดำเล่นให้เห็นขำ ใครลองใส่ดูพอถอดแว่นดำแล้ว บางทีจะได้เห็นฟ้าแจ้งจางปางอย่างผู้ใหญ่ลีบ้าง

ภาพที่24. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ภาพที่25. ทรงถ่ายภาพประชาชนบนรถพระที่นั่ง

ภาพที่26. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ภาพที่27. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุ้มพระธิดา

ภาพที่28. ภาพนี้ถ่ายในขณะที่ทรงประทับเครื่องบินส่วนพระองค์

ภาพที่29. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงอุ้ม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ภาพที่30. ทรงถ่ายภาพคุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยงของพระองค์เอง

เห็นแล้วช่างเป็นภาพที่ดูอบอุ่นยิ่งนักทรงคุณค่าทางจิตใจและจะเป็นภาพที่อยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยตลอดไป

ขอขอบคุณที่มา : https://bit.ly/2YViZ4E