เจ้าของอู่แฉ! "ลุงแท็กซี่" โอน 8 ล้าน คนลวงโลก - SIAMBEST เจ้าของอู่แฉ! "ลุงแท็กซี่" โอน 8 ล้าน คนลวงโลก - SIAMBEST

เจ้าของอู่แฉ! “ลุงแท็กซี่” โอน 8 ล้าน คนลวงโลก


เจ้าของอู่แท็กซี่ออกมาเผยพฤติกรรมลุงแท็กซี่ที่คนบริจาคเงินช่วยเหลือกว่า 8 ล้านบาทว่า เป็นคนลวงโลก

วันที่ 13 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ลงเรื่องราวของคุณลุงสิทธิ์ชัย อายุ 72 ปี ซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ หลังมาส่งของเพราะรายได้หดหายที่ออกมาให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า ชีวิตเหมือนละคร และตอนนี้ก็ไม่มีกินแล้วจึงต้องผันตัวมาส่งพัสดุครั้งแรกในชีวิตซึ่งก็ไม่ค่อยชำนาญเส้นทาง แต่ก็ต้องปรับตัวเองให้อยู่รอด ก่อนหน้าที่ขับแท็กซี่แต่ก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่ารถวันละ 300 บาท เลยต้องมารับจ้างส่งพัสดุแทนรับส่งผู้โดยสาร หลังมีการเผยแพร่ออกไปในโลกโซเชียลมีคนหลั่งไหลโอนเงินเข้ามาช่วยเหลือคืนเดียวกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้ลุงสิทธิ์ชัย บอกว่า จะเอาไปสร้างบ้านอยู่เพราะยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และจะนำเงินไปบริจาคช่วยเหลือ รพ.รักษาผู้ป่วยโควิด ซื้ออุปกรณ์ดับไฟป่า และให้มูลนิธิเพื่อคนขับแท็กซี่ และยังบอกว่าบ้านที่อยู่ก็เป็นบ้านเช่าและอยู่คนเดียว
ล่าสุดนายปรีชา อายุ 49 ปี เจ้าของอู่แท็กซี่ที่คุณลุงสิทธิ์ชัย มาเช่าขับอยู่ ได้ออกมาเผยพฤติกรรมของลุงสิทธิ์ชัย โชว์เฟอร์แท็กซี่วัย 72 ปี ที่มีคนแห่บริจาคเงินช่วยเหลือคืนเดียวมากถึงกว่า 8 ล้านบาท ว่า ลุงประสิทธิ์ เป็นคนลวงโลก ไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่ออีก เพราะก่อนหน้านี้นายสิทธิ์ชัย และลูกชายได้มาเช่ารถแท็กซี่ของตนขับอยู่ทั้ง 2 คน และค้างค่าเช่ารถของตนไว้รวม 2 คน เป็นเงินกว่า 13,570 บาท จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยอมเอาเงินส่วนที่ค้างค่าเช่าไว้มาให้ พอตามไปที่บ้านก็ไม่เจอตัวโทรศัพท์ไปก็ติดต่อไม่ได้ทั้งพ่อทั้งลูก เมื่อวานนี้จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู สมุทรปราการ

โดยนายปรีชา ได้เล่าว่า ตนเป็นเจ้าของอู่แท็กซี่ และอยากให้ลุงคนนี้ที่ออกมาพูดไม่เป็นความจริงตรงที่บอกว่าอยู่คนเดียว เพราะจริง ๆ แล้วอยู่กับลูกและหลานซึ่งลูกชายก็มาเช่ารถแท็กซี่ที่อู่ของตนขับอยู่ ทุกคนมีงานทำ แต่ไปหลอกลวงสังคมว่าอยู่คนเดียวไม่มีจะกิน ก็อยากให้สังคมรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดไม่เป็นความจริง และลูกชายเขาก็ขับรถแท็กซี่อยู่ที่วินโลตัสบางปู ว่าเขามีอาชีพไม่ใช่อย่างที่เขาพูดว่าอยู่คนเดียว และบ้านที่อยู่ก็ไม่ได้เช่าใคร เป็นบ้านของเมียเก่าที่เขาให้ลูกชายอยู่ ซึ่งลุงสิทธิ์ชัย ก็อยู่กับลูกไม่ได้เช่าใครอยู่ ลูกเขาบอกจ่ายแค่ค่าน้ำค่าไฟเท่านั้น ซึ่งลูกเขาก็มีงานทำไม่ได้ยากไร้อย่างที่เขาพูด ก่อนหน้านี้ที่เขามาเช่ารถแท็กซี่ไปขับพฤติกรรมของเขาก็คือ ถ้าติดหนี้แล้วไปทวงก็ไม่ได้ และไม่มีความรับผิดชอบ อย่างรถเสียเขาก็จะไม่รับผิดชอบเลย คืออ้างอย่างเดียวว่ารถพัง บอกว่ามันพังเอง ซึ่งเคยตกลงกันว่าช่วยกันดูแลเพราะรถอยู่กับเขา คำว่าช่วยกันดูแลคือให้ช่วยดูแลรถให้ไม่ได้ให้ช่วยออกเงิน ค่าเช่าเราก็คิดกะเดียวแบบควงกะวันละ 700 บาท ซึ่งลุงเขาเป็นคนใจน้อยสะกิดอะไรไม่ได้ ล่าสุดก่อนที่จะไปให้สัมภาษณ์เขาก็ไม่มาเช่ารถของตนแล้ว หนีไปเช่าที่อื่น ทั้งๆ ที่ค้างค่าเช่าตนไว้ประมาณ 1,400 บาท ในส่วนตัวของเขาและค่าค้ำประกันของลูกชายเขาอีกที่เป็นค่าเช่าที่ค้างไว้อีก 13,970 บาท เขาเป็นคนค้ำเขาต้องรับผิดชอบ รวมแล้ว 2 คนทั้งพ่อและลูก 14,970 บาท ซึ่งลูกชายเขาก็ไม่มาเช่ารถตนขับอีกพอไปตามที่บ้านก็ไม่เจอโทรศัพท์ไปก็ไม่ติด ตนจึงได้เดินทางไปแจ้งความไว้ที่โรงพัก สภ.บางปู คือเราต้องการให้เขากลับมาใช้หนี้ที่ค้างไว้เท่านั้น และอยากจะฝากบอกเขาว่า อย่าไปหลอกลวงสังคมอีก ทุกคนที่เขาลำบากกว่าตัวเขายังมีอีกเยอะ

ในตอนแรกที่ลุงสิทธิ์ชัย ได้รับเงินบริจาคมาแล้ว ที่ตนไม่ออกไปเรียกร้องตอนนั้น เป็นเพราะว่าตนมองว่า มันไม่ใช่เรื่องของตน รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าลุงสิทธิ์ แหกตาสังคม แต่ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องอะไรของตน เพราะเขาได้ก็ส่วนของเขาไป แต่สังคมที่วินโลตัสบางปู เขากระหน่ำต่อว่าไม่รู้เท่าไหร่ เพราะเขารู้นิสัยว่าที่ลุงสิทธิ์ พูดมันไม่ใช่ความจริงที่ว่าอยู่คนเดียวไม่มีจะกินที่ร้องไห้ ให้คนสงสารมันไม่ใช่เรื่องจริงลูกก็มีงานทำ ลูกก็ขับรถอยู่ และในตอนที่เขาได้รับเงินไปแล้ว ตนเคยทวงถามกับลูกเขา เขาก็บอกเขาไม่ลืม แต่ก็ยังไม่ได้เพราะว่าที่ติดนั้น คือติดทั้งพ่อและลูก แต่ตอนนี้ไม่ได้มาขับรถตนแล้วเขาหายไปตั้งแต่ช่วงโควิดเริ่มระบาด และการที่ตนออกมาในครั้งนี้เพราะไม่อยากให้คนอื่นถูกหลอกอีก และอยากให้รู้ว่าคนคนนี้ลวงโลก เขาไม่ได้น่าสงสารอย่างที่คนอื่นคิด เราไม่ได้ไปอิจฉาเขาเลย เพราะตนไม่ได้สนใจ แต่ตนสนใจหนี้ของตนที่ติดอยู่ทำไมไม่จ่าย ทวงถามก็เงียบ เขาพ่อลูกกันอยู่ด้วยกันยังไงก็ถึงกันเพราะเขาอยู่ด้วยกัน ตอนนี้หาตัวทั้งพ่อทั้งลูกไม่เจอแล้ว โทรไปก็ติดต่อไม่ได้

ดูข่าวต้นฉบับ